วันที่ 29 สิงหาคม 2551
Username      
Password

สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   
 

  

ปี 1985 สหรัฐอเมริกาเริ่มเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างมาก ทุกอย่างดูแย่ไปหมดในปีนั้นเองมีการสำรวจว่าขณะนั้นในอเมริกามีเศรษฐีเงินล้านกี่คน ผลการสำรวจก็คือ 1.4 ล้านคน ปี 1991 เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นมีการสำรวจอีกครั้ง ผลการสำรวจก็คือจำนวนเศรษฐีเงินล้านเพิ่มขึ้น 2.71 ล้านคน น่าแปลกไหมว่าในสภวะเศรษฐกิจตกต่ำ แต่กลับมีเศรษฐีใหม่เกิดขึ้นอย่างมากมาย แต่คนกลุ่มไหนละที่เป็นเศรษฐีที่เพิ่มขึ้น ? กลุ่มคนที่ร่ำรวยในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำก็คือ คนแปลงวิกฤตเป็นโอกาสคนที่เชื่อว่าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ในสภาวะใด ถ้าเขาทำอย่างที่คนประสบความสำเร็จทำ เขาต้องประสบความสำเร็จได้ ยิ่งสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเขายิ่งประสบความสำเร็จได้มากขึ้นเพราะคู่แข่งน้อยลง คนเหล่านี้กล้าคิด กล้าฝันและกล้าที่จะชนะ

ทุกคนมีศักยภาพที่จะประสบความสำเร็จได้ แต่เหตุผลที่คนส่วนใหญ่ไม่เป็นเช่นนั้นเพราะเฝ้าแต่หาเหตุผลให้ตัวเองตลอดเวลาว่า ทำไมตัวเองจึงทำไม่ได้ ไม่กล้าคิด ไม่กล้าฝัน บ้างก็บอกว่า ฉันเคยล้มเหลวมา ฉันเป็นผู้แพ้ หรือ ฉันมีรูปร่างหน้าตาและบุคลิกไม่ดี นี่คือเรื่องจริงของคน 3 คนที่นำมาฝากเพื่อเป็นกำลังใจสำหรับทุกคน

 

บิล แซนด์ เป็นเด็กที่เติบโตมาในสภาพที่พ่อแม่ไม่ค่อยรักกัน พ่อเขาเป็นผู้พิพากษา ส่วนแม่เป็นคนขี้เหล้า เพื่อให้ได้รับความสนใจจากพ่อแม่เขาทำตัวเป็นเด็กเกเร เริ่มจากขว้างปาหลังคาบ้านเพื่อนบ้านจนถึงจี้ปล้นและต่อมาก็เข้าร่วมในอาชญากรรมที่รุนแรงกว่านั้นในที่สุดก็ถูกจับและถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ชีวิตของเขาดูเหมือนจะสิ้นหวังทุกสิ่ง แต่ก็พบจุดเปลี่ยนแปลงในวันหนึ่งเมื่อพัศดีมองเห็นบางอย่างในตัวเขา จึงมอบหนังสือเล่มหนึ่งให้ หนังสือนั้นชื่อว่า คิดแล้วรวย โดยนโปเลียน ฮิลล์ เขาอ่านหนังสือเล่มนั้นซึมซับเนื้อหาและความคิดจากหนังสือทุกถ้อยคำ เขารู้สึกว่าคนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่เริ่มจากไม่มีอะไร เริ่มจากมีความฝันและความเชื่อมั่นในตนเอง เขาเริ่มฝันที่จะทำอะไรบางอย่างที่เป็นประโยชน์กับเพื่อนักโทษ เริ่มทำตัวดีขึ้นและแม้ว่าจะถูกต้ดสินตลอดชีวิต แต่เขาก็ได้รับการอภัยโทษ และทันทีที่ออกจากคุก เขาก็จัดตั้งมูลนิธิเจ็ดขั้นตอน เพื่อช่วยให้คนที่ออกจากคุกสามารถมีชีวิตในสังคมภายนอกได้ เขาเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ เงาของฉันวิ่งเร็ว ซึ่งเล่าถึงประสบการณ์ในฐานะนักโทษ และต่อมาในฐานะนักพูดซึ่งขายดีมาก หลังจากนั้น บิล แซนด์ ได้กลายเป็นนักเขียน นักพูด นักสร้างแรงบันดาลใจและที่ปรึกษาที่ประสบความสำเร็จมากคนหนึ่ง

 

มาร์ค วิคเตอร์ แฮนสัน เป็นคนหนุ่มที่ประสบความสำเร็จเร็วมากเมื่ออายุ 26 ปี เขามีธุรกิจนำหน่ายรูปปั้นที่ทำจากพีวีซีมูลค่าหลายล้านเหรียญธุรกิจของเขากำลังรุ่งเรืองแต่แล้วก็เหมือนฟ้าถล่ม ปี 1974 กลุ่มโอเปค ได้ถูกก่อตั้งขึ้นทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงทะลุเพดาน วัตถุดิบในการผลิตสินค้าของเขาซึ่งเป็นผลผลิตจากน้ำมันราคาสูงขึ้นมาก จากคนที่ประสบความสำเร็จเขากลายเป็นคนล้มละลายในชั่วข้ามคืนเขาท้อแท้และเสียความเชื่อมั่น แต่วันหนึ่งเขาได้มีโอกาสได้ฟังบิล แซนด์ กล่าวสุนทรพจน์ เขามีความรู้สึกว่า ถ้าคนจากคุกอยางบิล แซนด์ เริ่มต้นไหม่ได้เขาในฐานะคนล้มละลายก็น่าจะเริ่มต้นใหม่ได้เช่นกัน เขาบอกกับตัวเองว่าในวิกฤตน่าจะแฝงด้วยเมล็ดพันธุ์แห่งโอกาส แท้จริงแล้วในวิกฤตก็น่าจะเป็นข้อดีได้ เพราะขณะนี้เขาไม่มีกิจการแล้วจึงไม่มีข้อผูกมัดใดๆ สามารถจะทำอะไรก็ได้เขาถามตัวเองว่า อยากเป็นอะไร ? คำตอบคือ เขาอยากเป็นแบบบิล แซนด์ เป็นนักเขียน นักพูด มีโอกาสเดินทางทั่วโลกสัมผัสชีวิตคนและทำให้ชีวิตคนอื่นดีขึ้น ปัจจุบันเขาเป็นเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ 3 แห่งเป็นกรรมการในอีก 6 บริษัท และมีโอกาสเดินทางมากกว่า 250 , 000 ไมล์ต่อปี นำข่าวสารของความรัก ความหวัง ความกล้าหาญและกำลังใจไปมอบและเป็นประโยชน์กับคนมากกว่า 1,000,000 บาท

มัลคอม เด็กหนุ่มชาวแคนนาดาที่มีฐานะดี และมีคู่หมั้นที่น่ารัก วันหนึ่งเขาพาคู่หมั้นไปเดินเล่นในป่า ระหว่างนั้นพบว่าตัวเองและคู่หมั้นอยู่ท่ามกลางฝูงหมีแม่ลูกอ่อนกับลูกของมัน แม่หมีจะฉวยเอาตัวคู่หมั้นของเขาโดยสัญชาตญาณ เขาดึงตัวเธอออกมา ทำให้แม่หมีโกรธตบกรงเล็บเข้าที่หน้าของเขา เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาบาดเจ็บสาหัสและแผลลึกถึงกระดูกแม้หมอจะช่วยอย่างไรก็ไม่สามารถทำให้หน้าของเขาเป็นปกติได้ ด้วยความเสียใจเขาขึ้นไปบนดาดฟ้าของโรงพยาบาลเพื่อฆ่าตัวตายแต่พ่อของเขาได้ขึ้นไปห้ามไว้และพูดกับเขาว่า “ ลูกเอ๋ย ทุกคนล้วนแต่มีแผลเป็นอยู่ทั้งสิ้น บางคนมีแผลเป็นอยู่ข้างใน ของเจ้าต่างกับคนอื่นเพียงที่แผลเป็นอยู่ข้างนอกเท่านั้น ” เขาเปลี่ยนใจอยู่สู้ชีวิตต่อไป ต่อมาเขาได้ฟังเทปของมาร์ค วิคเตอร์ แฮนสัน พูดถึง พอล เจฟเฟอร์ นักขายประกันชีวิต ที่ตื่นขึ้นมาในเช้าวันหนึ่งและพบว่าประสาทหูไม่ทำงานเขาไม่สามารถได้ยินอีกต่อไปแต่เขาก็ยังคงทำงานต่อไป ให้ภรรยานัดหมายให้เขาไปพบลูกค้าตามปกติ เขาเริ่มเรียนรู้วิธีอ่านริมฝีปากเขาพบว่าการฟังไม่ได้ยินกลับเป็นข้อดี เพราะเขาต้องสนใจลูกค้ามากขึ้นและในที่สุด พอล เจฟเฟอร์ ก็กลายเป็นนักขายประกันชีวิตระดับท็อปของโลกคนหนึ่ง เด็กหนุ่มมัลคอม บอกกับตัวเองว่า ถ้าพอลทำได้เขาก็ต้องทำได้ เขาตัดสินใจสมัครเข้าทำงานขายประกันชีวิต ทุกครั้งที่โทรนัดลูกค้าเขาจะเริ่มต้นว่า “ คุณลูกค้าครับ ผมอาจจะดูภายนอกหน้าเกลียด แต่ภายในของผมสวยงามนะครับ ถ้าเพียงแต่ถ้าคุณจะเปิดโอกาสให้กับตัวเองได้รู้จักกับผม ” เขาทำงานอย่างหนักและในที่สุดเขากลายเป็นยอดนักขายอันดับหนึ่งของเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา

เรื่องของทั้ง 3 คน เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าจะอยู่ในสถานะใดทุกคนยังคงมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้ สำคัญอยู่ที่คนๆ นั้นยังคงมีความรู้สึกที่ดีต่อตัวเองอยู่ ถ้าเพียงแต่ยังคงมีความเชื่อมั่นและศรัทธาในตนเองก็จะพบว่าเราสามารถเป็นเช่นบุคคลในเรื่องทั้ง 3 ที่สามารถแปรวิกฤตให้เป็นโอกาส หาจุดดีในปัญหาและสามารถพาตัวเองสู่ความสำเร็จโปรดระลึกเสมอว่า ในชีวิตนี้เสียอะไรก็เสียได้ แต่อย่าเสียกำลังใจ จงกล้าคิด กล้าฝัน กล้าชนะ ขอให้ทุกคนโชคดีครับ

...........................................................................................................................................
 
 หัวข้ออื่นๆ
 
 
           <<view more>>
 
  นักขายมืออาชีพ
 
Copyright เกี่ยวกับกฎหมาย Legal Policy
Finansa Life Assurance Co.,Ltd. All rights reserved.
Design and Power by IT Center
You are visitor number  Since July 2005